Work From Home จะกลายเป็น New Normal ของคนทำงานหรือไม่

Work From Home จะกลายเป็น New Normal ของคนทำงานหรือไม่

HOME › Work From Home จะกลายเป็น Ne...

เมื่อเร็วนี้ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวว่า มีบริษัทระดับโลกหลายแห่ง อย่างเช่น Amazon ประกาศให้พนักงานสามารถ Work From Home ได้จนถึงเดือนตุลาคม, Facebook และ Google อนุญาตให้พนักงานสามารถ Work From Home ได้จนถึงสิ้นปี 2020 ในขณะที่ Twitter เอง อนุญาตให้พนักงานที่มีความพร้อม สามารถ Work From Home ได้ถาวร แต่การ Work From Home จะกลายเป็น New Normal ของคนทำงานหรือไม่ นี่คือคำถามที่น่าสนใจ
จากนโยบาย Work From Home ขององค์กรใหญ่ ๆ ระดับโลก ทำให้เราได้เห็นถึงแนวโน้มบางอย่างที่อาจจะเป็น “ต้นแบบ” ให้บริษัทอื่น ๆ ทำตามด้วย แม้จะไม่ใช่พนักงานทุกคน หรือทุกธุรกิจ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถ Work From Home ได้ แต่เราก็น่าจะเริ่มเห็นถึงความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว ซึ่งแนวโน้มที่ “อาจจะ” เป็นไปได้ของบริษัททั่วไป ก็คือ หลังจากนี้จะมีนโยบายให้พนักงานสามารถ Work From Home ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบางวัน บางช่วง หรือบางกรณี
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่องค์กรระดับโลกหลายแห่งเริ่มมีแนวโน้มที่จะให้พนักงาน Work From Home กันในระยะยาวนั้น แน่นอนว่า บริษัทเหล่านั้นคงได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และคงมีข้อดีหลายอย่าง จากการ Work From Home
ในมุมของพนักงาน
  • ประหยัดเวลา/ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายทางสังคม เป็นต้น
  • มีความยืดหยุ่นและสามารถจัดสรรการทำงานของตัวเองได้มากขึ้น
  • มีอิสระมากขึ้น เช่น แต่งตัวสบาย ๆ, จัดสรรพื้นที่ทำงานได้ตามใจชอบและหลากหลาย
  • สุขภาพจิตดีขึ้น / ลดความเครียดทั้งจากการทำงาน/เดินทาง
  • มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้น
  • มี Productivity ในการเดินทางมากขึ้น เพราะ ไม่ต้องถูกรบกวนในรูปแบบต่าง ๆ เหมือนอย่างใน Office
ในมุมขององค์กร/บริษัท
  • บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายบางอย่างได้ เพราะ การที่ Office มีพนักงานเข้ามาทำงานพร้อมกันน้อยลง บริษัทสามารถเช่าพื้นที่ในขนาดที่เล็กลงได้
  • ได้พัฒนาระบบการทำงานที่เป็นรูปแบบ Digital มากขึ้น เช่น ลดการใช้เอกสารตัวจริง แล้วหันมาใช้ในรูปแบบของ File แทน
  • ใช้เป็นจุดเด่นของการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กร เพราะการที่บริษัทมีนโยบายให้พนักงาน Work From Home ย่อมดึงดูดให้คนทำงาน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance ให้เข้ามาทำงานด้วย
  • สามารถจ้างคนเก่ง ๆ (จากที่ไหนก็ได้) ง่ายขึ้น เพราะ การ Work From Home ช่วยลดอุปสรรคเรื่องการเดินทาง ทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ดังนั้น การที่พนักงานไม่ต้องเข้า Office บ่อย ๆ จะทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะได้ สรรหา/ว่าจ้างคนเก่ง ๆ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนสายอาชีพไอทีที่คุ้นเคยกับการทำงานที่พึ่งพา Tools และระบบ ต่าง ๆ ทางด้านไอทีอยู่แล้ว
  • เกิด Productivity ที่มากขึ้น เพราะ พนักงานสามารถลดเวลาที่ใช้ไปกับการประชุม รวมทั้งลดการรบกวนในรูปแบบต่าง ๆ ภายใน Office อีกทั้งการที่ทำงานได้อย่างยืดหยุ่น จะส่งผลดีกับ Productivity (แต่ตัวพนักงานเองต้องมีการบริหารจัดการที่ดีร่วมด้วย)
  • พนักงานมีแนวโน้มลาป่วย/ลาออกน้อยลง ในกรณีของลาป่วย คือ การที่เราป่วยแล้วฝืนร่างกายเดินทางไปทำงานอาจทำให้อาการแย่ลง แต่หากได้ Work From Home บางทีพนักงานอาจยังพอสามารถทำงานบางอย่างได้อยู่ (กรณีอาการไม่หนักมาก) อีกทั้งยังลดการแพร่เชื้อไปสู่พนักงานคนอื่น ๆ อีกด้วย ส่วนกรณีลดการลาออกนั้น เนื่องจากนโยบาย Work From Home ดูจะเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่หลายคนต้องการ การที่พนักงานสามารถ Balance ชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้ดี จะทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น และรักองค์กรมากขึ้น
ถึงแม้การ Work From Home จะมีข้อดีหลายอย่างทั้งสำหรับพนักงานและบริษัท แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อพึงระวังและเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน อาทิ
  • แม้พนักงานจะประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า หรือค่าโทรศัพท์/Internet เป็นต้น ซึ่งในประเด็นนี้บริษัทควรมีข้อตกลงกับพนักงาน หรือมีนโยบายสำหรับจัดการกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน
  • อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานให้พนักงาน ทางบริษัทสามารถให้พนักงานยืมไปใช้งานที่บ้านได้ หรือพนักงานต้องใช้ของตัวเอง/ซื้อเพิ่มเติม อย่าลืมว่าตอนทำงาน Office พนักงานใช้ Computer/อุปกรณ์สำนักงานอื่น ๆ ของบริษัท แต่พอมีนโยบาย Work From Home หลายคนอาจต้องเสียเงินซื้อเอง ซึ่งบริษัทควรหาทางออกในเรื่องนี้เพื่อให้ Happy กันทั้ง 2 ฝ่าย
  • การที่บางพนักงานในตำแหน่งงานสามารถ Work From Home ได้อย่างเต็มที่ แต่บางตำแหน่งจำเป็นต้องทำงานที่ Office หรือ Work From Home ได้แค่บางครั้งเท่านั้น กรณีแบบนี้อาจทำให้พนักงานบางคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น บริษัทควรทำความเข้าใจกับพนักงานให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่แรก เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
  • บริษัท/แผนกควรกำหนดเป้าหมายการทำงาน และกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน โดยอาจต้องใช้การเน้นที่ “ตัวผลลัพธ์” แทนการนับชั่วโมงการทำงาน ขณะเดียวกัน บริษัทก็ไม่ควรถือสิทธิ์การ Work From Home ด้วยการเพิ่มงานให้เกินขอบเขตงานที่พนักงานทำอยู่ประจำ หรือติดต่อนอกเวลาทำงาน ซึ่งเป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของพนัก
  • บริษัทควรให้ความรู้หรือคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยทาง Internet เพราะตอนทำงานที่ Office บริษัทจะมีระบบ IT Security เพื่อป้องกันภัยรูปแบบต่าง ๆ ทาง Cyber อยู่แล้ว แต่เมื่อทำงานที่บ้าน พนักงานควรมีความรู้เบื้องต้นและรู้จักที่จะระมัดระวังตัวในเรื่องการใช้งาน Internet
  • พนักงานเอง ก็ควรยึดถือเป้าหมายของการทำงานเป็นหลัก สื่อสาร/ปฏิบัติตามข้อตกลงของทีม และส่งงานให้ตรงเวลา ต้องกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ เพราะการ Work From Home จะทำให้ขาดแรงบันดาลใจได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ควรรู้จักแบ่งแยกเวลาทำงาน-เวลาส่วนตัว ให้ออก อย่าทำงานตลอดเวลา เพราะจะทำให้คุณเครียดและสุขภาพจิตเสีย รู้จักหาทางผ่อนคลายความตึงเครียด
สุดท้ายแล้ว การ Work From Home จะกลายเป็น New Normal ของคนทำงานตลอดไปหลังจากนี้ หรือไม่นั้น เราคงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่อย่างน้อยเราก็พอได้เริ่มเห็นแนวโน้มบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่าแนวโน้มเหล่านั้น ก็คือ การรู้จักปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะใครที่ปรับตัวได้เร็ว ย่อมมีโอกาสอยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงอยู่ตลอดเวลา ได้มากกว่า

References:

 

ISM Technology Recruitment Ltd. (#1 Tech Recruiter in Thailand) เราเชี่ยวชาญในธุรกิจ IT Recruitment & IT Outsourcing โดยเฉพาะ เปิดทำการกว่า 30 ปี มีพนักงานทุกสายและทุกระดับทางด้าน IT ที่ได้ร่วมงานกับลูกค้าองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียงและบริษัทข้ามชาติมากมาย หากคุณเป็นคน IT ที่อยากทำงานท้าทายและร่วมงานกับองค์กรชั้นนำ สามารถฝากประวัติการทำงาน (Resume) ของคุณไว้กับ ISM ได้ที่ https://www.ismtech.net/submit-your-resume แล้วคุณจะพบว่าอนาคตและโอกาสก้าวหน้ากำลังรอคุณอยู่