See the original English version of this article here

คุณกำลังใช้ AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น หรือกำลังให้มันคิดแทน? บทความนี้เจาะลึกความจริงที่น่าอึดอัด ว่าทำไมเครื่องมือที่ทรงพลังอาจกำลังสร้าง Developer ที่ไม่เข้าใจระบบที่ตัวเองเขียน โดยคุณ Noah Byteforge
มันไม่ใช่เรื่องของการเขียน Prompt ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือ แต่มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณหยุดคิดด้วยตัวเอง
ปีที่แล้ว คุณ Noah กำลังนั่ง Debug ตัว Rust Service กับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์ทำ Backend มาประมาณ 12 ปี โดยพวกเขากำลังดูปัญหาเรื่อง Memory ที่แอบสร้างความกวนใจอยู่บน Production มาสัก 2 สัปดาห์แล้ว มันไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร แค่เป็น Bug ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งน่ารำคาญ และเป็น Bug ประเภทที่ทำให้คุณเริ่มตั้งคำถามกับความเข้าใจระบบของตัวคุณเอง
ถึงจุดหนึ่ง เพื่อนเขาหยุดและดูที่โค้ด แล้วพูดประโยคที่คุณ Noah ยังเก็บมาคิดอยู่จนถึงตอนนี้
“ปัญหาของการที่ทุกคนใช้ AI เขียนโค้ดในตอนนี้คือ ไม่มีใครทำพลาดอีกต่อไปแล้ว
และถ้าคุณไม่เคยทำอะไรพลาดเลย คุณก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยเหมือนกัน”
ซึ่งเพื่อนเขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น เขาพูดแบบคนที่เก็บเรื่องนี้มาคิดพักใหญ่ ๆ แล้วในที่สุดก็หาคำอธิบายที่ตรงใจได้ และคุณ Noah ก็เก็บเรื่องนี้มาคิดตลอดนับตั้งแต่วันนั้น
สิ่งที่คุณ Noah เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา
คุณ Noah ไม่ได้ต่อต้านเครื่องมือ AI นะ เขาก็ใช้มัน ซึ่ง Engineer ส่วนใหญ่ที่เขารู้จักก็ใช้กันหมด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่เรากำลังคุยกันคือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเครื่องมือเหล่านี้เริ่ม “คิดแทน” แทนที่จะช่วยให้เรา “คิดได้เร็วขึ้น”
นี่คือสิ่งที่คุณ Noah สังเกตเห็นจริง ๆ Junior Engineer ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สามารถเขียนโค้ดที่ดู Clean และทำงานได้ดีในตอน Test แต่พอมีอะไรพังบน Production แบบที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนจริง ๆ พวกเขาจะเกิดอาการไปไม่เป็น ซึ่ง Engineer เมื่อไม่กี่ปีก่อนไม่เป็นกัน ไม่ใช่เพราะพวกเขาเก่งน้อยกว่านะ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยต้องฝึกฝน “สัญชาตญาณ” ที่ได้จากการนั่งงมแก้ปัญหาที่โยนให้คนอื่นทำไม่ได้นานถึง 3 ชั่วโมงต่างหาก
สัญชาตญาณที่คุณ Noah พูดถึงมันเรียกชื่อยากนิดนึง มันคล้าย ๆ กับว่า ในเมื่อทุกอย่างดูถูกต้องไปหมดแต่ระบบก็ยังทำงานผิดพลาด คุณจะไปเริ่มหาจากตรงไหน? คุณจะเริ่มสงสัยจุดไหนเป็นอย่างแรก? คุณจะตั้งสมมติฐานยังไงเมื่อหลักฐานที่มีอยู่มันคลุมเครือสุด ๆ?
สัญชาตญาณที่ว่านี้ เกิดจากการหลงทาง โดยเฉพาะการหลงทางแล้วต้องหาทางออกด้วยตัวเอง
ธรรมชาติของระบบ Backend
ถ้าคุณทำ Backend คุณจะรู้อยู่แล้วว่าปัญหาที่ยาก ๆ แทบจะไม่ใช่เรื่องของ Syntax เลย ซึ่งมันคือ Query Database ที่ดูเขียนถูกเป๊ะแต่ดันทำงานช้าสุด ๆ มันคือ Rust Service ที่จัดการ Input 98% ได้อย่างไร้ที่ติ แต่อีก 2% ดันพังเงียบ ๆ มันคือ Docker Container ที่ทำงานบนเครื่อง Local ของคุณกับบน Production ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุผลที่คุณต้องใช้เวลาหา 2 วันเต็ม ๆ กว่าจะเจอว่ามาจาก Environment Variable แค่ตัวเดียว
ปัญหาพวกนี้แก้ไม่ได้ด้วยการเขียน Prompt มันแก้ได้ด้วย ความเข้าใจ และความเข้าใจนั้นมาจากการเคยสร้างสิ่งผิดพลาดมาก่อน การได้ทนดูมันพัง และการต้องมานั่งประกอบร่างหาสาเหตุที่แท้จริงจาก Logs, Metrics และการตั้งสมมติฐานอย่างมีหลักการ
เครื่องมือ AI ช่วยให้คุณทำงานได้เร็วขึ้นก็ต่อเมื่อคุณมีความเข้าใจนั้นแล้ว แต่มันมอบความเข้าใจให้คุณไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่พอดูจากกระแสของวงการไอทีตอนนี้ คุณอาจจะคิดว่าพวกเราลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้ว
Senior Engineer ที่คุณ Noah รู้จักไม่ได้กังวลว่า AI จะมาแย่งงาน
พวกเขากังวลเรื่องที่เงียบกว่านั้นมาก ซึ่งพวกเขากำลังดูระบบที่เคยสร้างตัวพวกเขาขึ้นมาพังลง ตำแหน่ง Junior ที่เคยมี ตำแหน่งที่คุณได้เขียนโค้ดที่ไม่สมบูรณ์แบบ แล้วเอาไปให้ Senior ช่วยดูให้ และได้เรียนรู้จากการ Review นั้นกำลังจะหายไป บริษัทต่าง ๆ พยายามทำองค์กรให้ Lean ขึ้น งานที่เคยต้องใช้ Junior Engineer ถึง 3 คน ตอนนี้ถูกส่งไปให้ระดับ Mid-level Engineer แค่คนเดียวที่ใช้ AI เก่ง ๆ แทน
ตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาสก็ดูดี การถ่ายทอดความรู้ก็ยังดูโอเค Codebase ก็ดูไม่มีปัญหาอะไร (ในตอนนี้)
แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะไปหา Engineer ที่เข้าใจระบบลึกซึ้งพอที่จะไปคอยตรวจสอบ (Supervise) โค้ดที่ AI สร้างขึ้นได้อย่างถูกต้องจากที่ไหน? พวกเขาจะมาจากไหน ถ้ารากฐานที่ใช้สร้างความเข้าใจเหล่านั้นมันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว?
Engineer คนนึงที่ คุณ Noah เคารพเปรียบเปรยเรื่องนี้ว่า เหมือนกับการเอา “เมล็ดพันธุ์” ไปกิน คุณอาจจะประหยัดเงินได้ในฤดูกาลนี้ แต่คุณจะไม่เหลืออะไรให้ปลูกต่อในฤดูใบไม้ผลิหน้า
สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นสายอาชีพนี้
คุณ Noah ไม่ได้บอกให้คุณเลิกใช้ AI (เพราะนั่นเป็นคำแนะนำที่แย่มาก)
แต่เขาจะบอกสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตเห็น ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่าง Engineer ที่ “เก่งขึ้นจริงๆ” กับ Engineer ที่แค่ “เริ่มทำตัวสบายขึ้น”
- คนที่เก่งขึ้น: จะใช้ AI เพื่อเร่งความเร็วในส่วนที่พวกเขาเข้าใจดีอยู่แล้ว และจงใจทำส่วนที่ยาก ๆ ด้วยตัวเอง พวกเขาจะอ่าน Error Message ก่อนที่จะไปขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะตั้งสมมติฐานว่าอะไรผิดพลาดก่อนที่จะไปเช็คว่าตัวเองคิดถูกไหม พวกเขายอมอยู่ในสภาวะที่ “อึดอัด” (หาทางแก้ไม่ได้) ให้นานขึ้นอีกนิด มากกว่าที่คิดว่าจำเป็น
- คนที่เริ่มทำตัวสบายขึ้น: คือคนที่โยนความอึดอัดนั้นให้ AI ทำแทนทั้งหมด โค้ดทำงานได้ PR ถูก Merge พวกเขาดู Productive สุด ๆ หากวัดจากตัวชี้วัดทุกอย่างที่มองเห็นได้ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็กำลังสร้าง “ช่องโหว่” ในความเข้าใจของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ซึ่งมันจะยังไม่ส่งผลกระทบอะไร… จนกว่าจะถึงเวลาที่มันกลายเป็นปัญหาใหญ่โตนั่นแหละ
ช่องโหว่นั้นมักจะโผล่มาตอนระบบพังบน Production ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด มันโผล่มาตอนสัมภาษณ์ System Design ในตำแหน่งงานที่พวกเขาอยากได้มาก ๆ มันโผล่มาตอนที่ Senior Engineer ขอให้อธิบายวิธีคิดของโค้ดที่เขียนไป แล้วพวกเขาก็เพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองไม่มีวิธีคิดเลย มีแค่ผลลัพธ์ที่ได้มาจาก AI เท่านั้น
ความจริงที่น่าอึดอัด
AI จะไม่มาแทนที่ Engineer เก่ง ๆ (ข้อนี้น่าจะจริง)
แต่มันอาจจะสร้าง Engineer รุ่นใหม่ที่เก่งมากในการ “ดูเหมือนเป็นคนที่เก่ง” โดยที่ไม่ได้เก่งจริง ๆ และถึงจุดหนึ่ง Engineer เหล่านี้จะต้องก้าวขึ้นไปดูแลระบบที่สำคัญ ๆ ต้องตัดสินใจเรื่อง Architecture ที่แก้ไขได้ยาก ต้องมาคอยตรวจสอบโค้ดที่ AI สร้างขึ้นใน Project ที่ไม่มีใครเข้าใจมันอย่างถ่องแท้อีกต่อไปแล้ว
Senior Developer คนที่คุณ Noah นั่ง Debug ด้วยในวันนั้น สามารถบอกได้ภายใน 4 นาทีที่คุยกัน ว่าใครเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่จริง ๆ หรือใครแค่จำ Pattern มาตอบโดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เขาได้สัญชาตญาณนี้มาจากประสบการณ์หลายปีที่นั่งดูระบบพังในรูปแบบที่คุณจะเข้าใจมันได้ก็ต่อเมื่อคุณเข้าใจมันลึกซึ้งเท่านั้น
เขาเป็นคนนึงที่กำลังคิดจะออกจากวงการนี้ ไม่ใช่เพราะ AI มาคุกคามงานของเขานะ แต่เพราะเขาไม่แน่ใจแล้วว่า วงการนี้จะยังให้คุณค่ากับสิ่งที่เขารู้และทำได้อยู่อีกหรือเปล่า
เรื่องนี้กวนใจคุณ Noah มากกว่าผล Benchmark ความสามารถของ AI รุ่นใหม่ ๆ ที่เขาเคยอ่านมาซะอีก
ถ้าตอนนี้คุณเพิ่งเริ่มเข้าวงการ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คุณกำลังใช้ AI เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น หรือมันเริ่มที่จะใช้มัน “คิดแทน” คุณไปแล้ว? คุณ Noah สงสัยจริง ๆ ว่าแต่ละคนขีดเส้นแบ่งเรื่องนี้กันไว้ตรงไหน
และทั้งหมดนี้คือ เรากำลังใช้ AI เขียนโค้ด หรือปล่อยให้ AI คิดแทน?
เมื่อ หางาน IT ให้ ISM Technology Recruitment เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย เพื่อให้คุณได้ “ชีวิตการทำงานในแบบที่คุณต้องการ” เพียงส่ง Resume มาที่นี่
ISM เชี่ยวชาญในธุรกิจ IT Recruitment & IT Outsourcing โดยเฉพาะ ได้เปิดทำการมาแล้วกว่า 30 ปี มีพนักงานทุกสายและทุกระดับทางด้าน IT ที่ได้ร่วมงานกับลูกค้าองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียงและบริษัทข้ามชาติมากมาย